กลุ่มการใช้งานใน Facebook: การลดความเสี่ยง

กลุ่มการใช้งานใน Facebook ใช้สำหรับเป็นแหล่งรวมตัวของกลุ่มคนที่มีความสนใจเหมือนกัน โดยวัตถุประสงค์คือเพื่อสื่อสาร แบ่งปันข่าวสาร และประสานความร่วมมือในการจัดทำโครงการต่าง ๆ มีกลุ่มการใช้งานประเภทต่าง ๆ จำนวนมากปรากฏอยู่ และการใช้งานกลุ่มดังกล่าวมีตั้งแต่ การจัดรวมพลคนรักนิยายไปจนถึงการกระจายข่าวเกี่ยวกับการรวมตัวชุมนุมทางการเมืองหรือเพื่อการสนับสนุนเรียกร้องในเรื่องอื่น ๆ กลุ่มการใช้งานใน Facebook ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับใช้ในการประสานร่วมมือที่มีการรักษาความปลอดภัย แต่เนื่องจากความนิยมในการใช้งาน Facebook มีเพิ่มมากขึ้น ผู้คนจำนวนมากจึงใช้กลุ่มดังกล่าวเพื่อร่วมมือกันทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งงานดังกล่าวที่กระทำผ่านกลุ่มจึงมีความเสี่ยงต่อการถูกบ่อนทำลายหรือติดตามสอดส่องโดยบุคคคลอื่น ผู้ใช้งาน Facebook ที่ไม่ประสงค์ดีหรือหน่วยงานรัฐบาล

ในช่วงเริ่มต้นของการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย บางครั้ง Facebook จะลบกลุ่มการเคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มใหญ่ใน Facebook โดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า และบริษัทเองมีชื่อเสียงในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวในลักษณะที่ไม่มีความชัดเจน หากคุณเองกำลังพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน การพิจารณาใช้เครื่องมือหรือไซต์อื่น ๆ ที่ให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวเป็นลำดับแรกอาจเป็นวิธีที่ดีกว่า

วิธีดังกล่าวอาจไม่เอื้ออำนวยในทางปฏิบัติหากผู้เข้าร่วมการพูดคุยไม่เต็มใจหรือไม่สามารถออกจากการใช้งาน Facebook ดังนั้นหากคุณได้รับมอบหมายให้สร้างกลุ่ม Facebook สำหรับชุมชนการรวมกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับประเด็นละเอียดอ่อนหรือมีความเสี่ยง หรือเป็นผู้ดูแลระบบของกลุ่มดังกล่าว สิ่งที่คุณควรพิจารณาดำเนินการสองสามข้อมีดังนี้

ปรับเปลี่ยนการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของกลุ่ม Anchor link

ก่อนสร้างกลุ่ม ลองคิดถึงวัตถุประสงค์และเป้าหมาย คุณหวังว่าใช้กลุ่มเพื่อพูดคุยอภิปรายเกี่ยวกับประเด็นที่มีความขัดแย้งใช่หรือไม่ สร้างความเคลื่อนไหวทางการเมือง คุณต้องการเผยแพร่กลุ่มดังกล่าวไปยังบุคคลใด สมาชิกของกลุ่มต้องการเก็บข้อมูลของการเป็นสมาชิกไว้เป็นความลับหรือไม่ เก็บไว้เป็นความลับจากใคร หัวข้อการพิจารณาเหล่านี้จะช่วยให้คุณกำหนดหารูปแบบภัยคุกคาม และการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวแบบไหนที่เหมาะที่สุดสำหรับคุณ

เพจสำหรับกลุ่มจะไม่เปิดกว้างต่อสาธารณะ (ทุกคนที่ใช้ Facebook เข้าไปดูเพจได้) เสมอไป ซึ่งไม่เหมือนกับเพจของ Facebook ที่ใช้ในการนำเสนอแบรนด์ ธุรกิจ องค์กร หรือบุคคลมีชื่อเสียงที่ให้บุคคลทั่วไปเข้าไปดูเพจได้ เมื่อสร้างกลุ่ม คุณสามารถเลือกหนึ่งในสามการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว ได้แก่ เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าดู ปิด หรือเป็นความลับ ตารางนี้แสดงข้อมูลของบุคคลที่สามารถเข้าร่วมกลุ่มเหล่านี้ได้และข้อมูลที่บุคคลดังกล่าวสามารถดูได้เกี่ยวกับกลุ่ม ตามการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวที่ได้เลือกไว้

หากคุณพิจารณาเห็นว่าเพจของ Facebook เหมาะสมกว่าสำหรับสิ่งที่คุณต้องการดำเนินการให้สำเร็จ อย่าลืมว่า "เพจ" เป็นส่วนที่บุคคลทั่วไปสามารถดูได้ แม้กระทั่งบุคคลที่ไม่มีบัญชี Facebook ก็สามารถดูข้อมูลของเพจเหล่านั้นได้เช่นกัน ตามข้อมูลจาก Facebook “เมื่อคุณถูกใจ "เพจ" เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ "เพจ" ที่คุณถูกใจจะปรากฏในไทม์ไลน์ของคุณและสามารถปรากฏในการนำส่งข้อมูลข่าวสารที่มีการอัปเดต ใน "เพจ" ที่คุณถูกใจหรือในโฆษณาจะมีการแสดงข้อมูลเกี่ยวกับ "เพจ" ดังกล่าว”

ใครก็ตามที่ใช้ Facebook รวมทั้งผู้ใช้ที่ไม่ประสงค์ดีหรือผู้ที่แสดงตัวเป็นผู้ใช้ที่มาจากรัฐบาลจะสามารถดูข้อมูลของกลุ่มแบบเปิดใน Facebook ได้ และสามารถค้นหาข้อมูลของทั้งกลุ่มเปิดและปิดบน Facebook ได้ด้วยเช่นกัน ข้อนี้มีความสำคัญโดยเฉพาะที่ควรจดจำ หากคุณใช้งานกลุ่ม Facebook เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง

หากคุณสร้างกลุ่มแล้วและต้องการปรับเปลี่ยนเปลี่ยนการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว ผู้ดูแลระบบของกลุ่มทุกคนสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าได้ อย่างไรก็ตาม การตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของกลุ่มที่มีจำนวนสมาชิก 5,000 คนขึ้นไปจะสามารถเปลี่ยนเป็นแบบที่มีการจำกัดมากขึ้นเท่านั้น (ตัวอย่าง: จากกลุ่มเปิดไปเป็นกลุ่มปิด หรือจากกลุ่มปิดไปเป็นกลุ่มลับ) เพื่อปกป้องสมาชิกของกลุ่มเหล่านี้ไม่ให้มีการแชร์โพสต์ของตนกับบุคคลที่ไม่ใช่ผู้ฟังเป้าหมาย หากตัดสินใจเปลี่ยนความเป็นส่วนตัวของกลุ่มไปเป็นการตั้งค่าที่จำกัดการเข้าถึงมากขึ้น  คุณมีเวลาเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้นที่จะเปลี่ยนกลับ ก่อนที่ค่าที่เปลี่ยนแปลงจะถูกล็อค ไม่ว่ากลุ่มจะมีขนาดใหญ่หรือเล็ก สมาชิกทุกคนในกลุ่มจะได้รับการแจ้งเตือนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่า

ไม่ว่าการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของกลุ่มจะจำกัดการเข้าถึงมากแค่ไหน Facebook สามารถเข้าถึงทุกข้อมูลที่โพสต์ในแพลตฟอร์มของตน บริษัทอาจได้รับคำสั่งศาล ซึ่งทำให้ต้องส่งมอบเนื้อหาข้อมูลให้กับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย นอกจากนี้ ผู้ใช้สามารถรายงานหรือร้องเรียนเนื้อหาภายในกลุ่ม ถึงแม้จะมีการตั้งค่าเป็นกลุ่มแบบลับก็ตาม เนื้อหาที่ได้รับรายงานอาจถูกลบออก หากมีการละเมิดมาตรฐานของชุมชน (Community Standards) และผู้ใช้อาจได้รับการสั่งห้ามชั่วคราวสำหรับการละเมิดในด้านเนื้อหา

ตามข้อมูลจาก Facebook โปรดทราบว่าการร้องเรียนที่มีเจตนาร้าย จะไม่ส่งผลให้มีการลบเนื้อหาออก หากเนื้อหาดังกล่าวไม่ได้ละเมิดต่อมาตรฐานชุมชนของ Facebook อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดในการลบออกยังคงเกิดขึ้น นอกจากนี้ Facebook อาจได้รับการผลักดันผ่านคำสั่งศาลให้ต้องส่งมอบรายชื่อของสมาชิกกลุ่มอีกด้วย

การสร้างกฎเกณฑ์ของกลุ่ม Anchor link

เช่นเดียวกันกับเนื้อหาออนไลน์อื่น ๆ อย่าลืมว่าบุคคลใดก็ตามที่สามารถเข้าถึงกลุ่มได้ ก็จะสามารถทำสำเนาการสนทนาของกลุ่ม หรือถ่ายภาพหน้าจอของเนื้อหาและแชร์ภาพถ่ายจากหน้าจอเหล่านั้นต่อสาธารณะได้ ไม่มีวิธีการทางเทคนิคที่จะป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลประเภทนี้ แต่ผู้ดูแลระบบของกลุ่มสามารถเพิ่มกฎเกณฑ์เพื่อห้ามการถ่ายภาพหน้าจอไว้ในคำอธิบายกลุ่ม และแจ้งให้สมาชิกของตนทราบว่าการแชร์ภาพถ่ายหน้าจอจะส่งผลให้มีการสั่งห้ามการเข้าร่วมกลุ่ม

คุณอาจพิจารณาสร้างกฎเกณฑ์หรือแนวทางปฏิบัติอื่น ๆ สำหรับกลุ่ม เพื่อส่งเสริมการเข้าร่วมให้มีลักษณะที่สร้างสรรค์และช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวของสมาชิกในกลุ่ม ขณะที่การบังคับใช้กฎเกณฑ์ของกลุ่มอาจทำได้ยาก (หรือเป็นไปไม่ได้เลย) แต่กฎดังกล่าวจะช่วยกำหนดวัตถุประสงค์ของกลุ่มและกำหนดหาว่าการสนทนาใดที่ควรมีขึ้นภายในกลุ่มจะเป็นผลดีที่สุด แทนที่จะมีขึ้นที่อื่น สมาชิกในกลุ่มของคุณควรทราบว่า นอกจากกฎเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นเพื่อใช้ในกลุ่มแล้ว สมาชิกยังต้องปฏิบัติตามมาตรฐานชุมชนและข้อกำหนดการใช้งานของ Facebook ด้วย อย่าลืมว่าสมาชิกกลุ่มสามารถเพิกเฉยต่อกฎเกณฑ์ได้โดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นเพื่อกำหนดหาว่าแนวทางการรักษาความปลอดภัยใดที่จะใช้ได้ดีที่สุดสำหรับกลุ่ม เราขอแนะนำให้จัดทำการประเมินรูปแบบภัยคุกคาม สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม ดูที่คู่มือแนะนำเกี่ยวกับรูปแบบภัยคุกคาม

รู้ว่าใครคือผู้แลระบบและผู้ดำเนินงานกลุ่ม Anchor link

ผู้ดูแลระบบมีอำนาจมากทีเดียวในการจัดการการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวและสมาชิกของกลุ่ม เฉพาะผู้ดูแลระบบเท่านั้นที่จะสามารถมอบหมายสมาชิกกลุ่มคนอื่น ๆ ให้ดูแลระบบได้ ผู้ดูแลระบบสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าของกลุ่ม จัดการเนื้อหา และควบคุมการเป็นสมาชิกของชุมชน สามารถมีผู้ดูแลระบบต่อกลุ่มได้หลายคน ดังนั้นสิ่งสำคัญคือรู้ว่าใครคือผู้ที่ทำหน้าที่ดังกล่าว หน้าที่ของผู้ดูแลระบบจะต่างจากผู้ดำเนินงาน ผู้ดำเนินงานสามารถจัดการเนื้อหาและการเป็นสมาชิก แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าของกลุ่ม คลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้วิธีถอดถอนผู้ดูแลระบบและผู้ดำเนินงานออกจากตำแหน่ง

ผู้ดูแลระบบสามารถเปิดใช้คุณสมบัติการอนุมัติการเป็นสมาชิกในการตั้งค่ากลุ่มของกลุ่มเปิด กลุ่มปิด และกลุ่มลับทั้งหมด คุณสมบัตินี้ทำให้บุคคลที่เพิ่มเข้ามาใหม่ในกลุ่มต้องได้รับการอนุมัติจากผู้ดูแลระบบ

หากผู้ดูแลระบบเพิ่มบุคคลเข้ามาในกลุ่มเปิดหรือกลุ่มปิด บุคคลที่มีรายชื่อติดต่ออยู่ในเครือข่ายของบุคคลดังกล่าวจะสามารถเห็นได้ว่าตนเองได้รับเชิญให้เข้าร่วมกลุ่ม ผ่านการอัปเดตข่าวสารหรือการค้นหา ข้อมูลนี้มีความสำคัญที่ควรจำในสถานการณ์ที่บุคคลไม่ต้องการให้บุคคลอื่นรู้ว่าตนเองเชื่อมโยงกับกลุ่ม หรือการเข้าร่วมกลุ่มถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ในกรณีดังกล่าว คุณอาจต้องพิจารณาตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของกลุ่มเป็น “ความลับ”

หากผู้ดูแลระบบของกลุ่มอนุญาต สมาชิกกลุ่มอาจเพิ่มบุคคลที่เป็นเพื่อนของตนเข้าไว้ในกลุ่มได้ ผู้ใช้จะไม่ได้รับตัวเลือกเมื่อตนเองถูกเพิ่มเข้าไปในกลุ่ม ซึ่งหมายความว่าใครบางคนที่ประสงค์ร้ายสามารถเพิ่มคุณเข้าไปในกลุ่มที่มีชื่อเสื่อมเสีย (“กลุ่มบุคคลไม่ดีที่วางแผนโค่นล้มรัฐบาล”) คุณสามารถออกจากกลุ่มได้เสมอ

หมายเหตุที่ควรจำในนโยบายเกี่ยวกับชื่อที่แท้จริงของ Facebook และการไม่เปิดเผยชื่อของผู้ดูแลระบบ Anchor link

Facebook ไม่อนุญาตให้มีการใช้นามแฝง ผู้ใช้สามารถใช้ได้เฉพาะ “ข้อมูลระบุตัวตนที่แท้จริง” เท่านั้น —สามารถแสดงชื่อที่เพื่อนใช้เรียกตามปกติในชีวิตประจำวัน ที่เป็นรูปแบบการระบุตัวตนที่เป็นที่ยอมรับ ขณะที่ผู้ดูแลระบบของกลุ่มมักมีเหตุผลที่ดีที่ต้องการปกป้องตัวตนของตน แต่ผู้ดูแลระบบของกลุ่มที่ใช้นามแฝงสามารถถูกรายงานและผลที่ตามมาคือจะถูกระงับการใช้งาน เนื่องจากการละเมิดนโยบายการระบุตัวตนที่แท้จริงของ Facebook หากกรณีนี้เกิดขึ้นและไม่มีผู้ดูแลระบบเหลือในกลุ่ม Facebook จะตรวจสอบดูว่ามีผู้ดำเนินงานเหลืออยู่ในกลุ่มหรือไม่ หากมีอยู่ ผู้ดำเนินงานปัจจุบันทั้งหมดจะได้รับการเสนอให้ทำหน้าที่ผู้ดูแลระบบ จนกว่าใครคนใดคนหนึ่งจะยอมรับหน้าที่ดังกล่าว  หากกลุ่มไม่มีผู้ดำเนินงานอยู่เช่นกัน สมาชิกกลุ่มทุกคนจะได้รับตัวเลือก “แต่งตั้งฉันเป็นผู้ดูแลระบบ (Make me an Admin)” หรือตัวเลือก “แนะนำบุคคลที่จะเป็นผู้ดูแลระบบ (Suggest an Admin)” พิจารณาให้มีผู้ดูแลระบบอย่างน้อยหนึ่งคนที่รู้จักชื่อ: ผู้ที่มีโอกาสคือบุคคลที่สามารถระบุตัวตนของตัวเองเข้าไว้ในกลุ่มได้อย่างปลอดภัย

การบล็อคผู้ใช้ที่ไม่ต้องการให้เข้าร่วม Anchor link

คุณอาจมีเหตุผลอันสมควรในการบล็อคสมาชิกคนใดคนหนึ่งของกลุ่ม บุคคลดังกล่าวอาจเป็นสมาชิกของชุมชนที่ละเมิดกฎเกณฑ์ของกลุ่ม หรืออาจเป็นบุคคลภายนอกที่ได้เข้าร่วมในกลุ่ม ผู้ดูแลระบบเท่านั้นที่สามารถถอดถอนหรือบล็อคใครก็ตามออกจากกลุ่ม ผู้ดูแลระบบของกลุ่มที่ต้องการแน่ใจว่าบุคคลที่เคยเป็นสมาชิกก่อนหน้านี้จะไม่สามารถเห็นข้อมูลกลุ่มของตนควรบล็อคผู้ใช้ดังกล่าว สมาชิกที่ถูกบล็อคโดยผู้ดูแลระบบของกลุ่มจะไม่สามารถเห็นกลุ่มหรือข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มได้อีกต่อไป สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ดูที่ตารางนี้

อดีตสมาชิกที่ออกจากกลุ่มไปด้วยความเต็มใจ สามารถเข้าถึงบางข้อมูลของกลุ่มได้ เช่น ชื่อกลุ่ม คำอธิบาย และแท็กต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น อดีตสมาชิกของกลุ่มลับยังคงสามารถค้นหากลุ่มได้ในส่วนการค้นหา ดูคำอธิบายของกลุ่ม และดูแท็กต่าง ๆ ของกลุ่ม

รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเนื้อหาที่ถูกลบออกจาก Facebook

Facebook สงวนสิทธิ์ในการลบกลุ่ม Facebook ที่ละเมิด (ความหมายกว้างมาก) เงื่อนไขการให้บริการของตน หากกรณีนี้เกิดขึ้นกับกลุ่ม ไม่ใช่เฉพาะข้อความและการสนทนาอภิปรายต่าง ๆ ของสมาชิกกลุ่มที่มีก่อนหน้าเท่านั้นที่จะสูญหาย คุณสามารถสูญเสียสิทธิ์ในการเข้าถึงรายชื่อการเป็นสมาชิก ซึ่งหมายความว่าถ้าไม่ได้มีการเก็บข้อมูลของชื่อสมาชิกไว้ต่างหาก คุณจะไม่สามารถติดต่อสมาชิกผู้ในการสนับสนุนหรือชุมชนของคุณได้ หลังจากที่กลุ่มถูกลบแล้ว

ยังมีอีกหลายอย่างที่เราไม่ทราบเกี่ยวกับ คำร้องขอให้มีการถอดถอน ที่ Facebook ได้รับจากรัฐบาล หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และบุคคลทั่วไป อย่างไรก็ตามเราทราบว่าคำขอดังกล่าวมักจะมีลักษณะในทางการเมือง โดยเฉพาะในส่วนอื่น ๆ ของโลก ที่มักไม่ได้เคารพต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเข้าร่วมเชื่อมโยงอย่างมีอิสระ

นอกจากนี้คุณสามารถเลือกที่จะลบกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้อย่างเจาะจง ผู้สร้างกลุ่มสามารถลบกลุ่มที่สร้างได้ โดยลบสมาชิกของกลุ่มออกทั้งหมด จากนั้นลบตัวเองออกจากกลุ่ม การลบกลุ่มจะมีผลถาวรและไม่สามารถยกเลิกการกระทำดังกล่าวได้  ผู้ดูแลระบบจะไม่สามารถลบกลุ่มที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้สร้าง ยกเว้นในกรณีที่ผู้สร้างเลือกที่จะออกจากกลุ่มที่ตัวเองสร้างก่อน อย่างไรก็ตาม ผู้ดูแลระบบสามารถจัดเก็บกลุ่มในที่เก็บข้อมูล การจัดเก็บกลุ่มเข้าที่เก็บข้อมูลจะทำให้ไม่มีการแสดงผลลัพธ์การค้นหากลุ่มปรากฏให้บุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกเห็น และสมาชิกใหม่จะไม่สามารถเข้าร่วมในกลุ่มได้ ผู้ดูแลระบบทุกคนสามารถยกเลิกการจัดเก็บกลุ่มเข้าที่เก็บข้อมูล หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างการจัดเก็บกลุ่มเข้าที่เก็บข้อมูลและการลบกลุ่ม คลิกที่นี่

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเนื้อหา Facebook ที่ถูกลบออกได้ในนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Facebook แม้ในกรณีที่ลบข้อมูลแล้ว Facebook อาจยังสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายร้องข้อให้มีการเก็บรักษาข้อมูลไว้ ตามแนวทางปฏิบัติสำหรับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของ Facebook (ข้อมูลปัจจุบัน ณ วันที่ 20 ม.ค. 2017) ระบุว่า “เราจะไม่เก็บรักษาข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์สำหรับการบังคับใช้กฎหมาย ยกเว้นในกรณีที่เราได้รับการร้องขอให้มีการเก็บรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม ก่อนที่ผู้ใช้จะลบเนื้อหาดังกล่าวออกจากบริการของเรา”

ด้วยข้อมูลการพิจารณาเหล่านี้ ตอนนี้คุณจะสามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลที่ได้รับ เพื่อกำหนดหาว่ากลุ่มของ Facebook เป็นเครื่องมือที่เหมาะสมในการใช้งานตามที่คุณต้องการหรือไม่

อัปเดตครั้งล่าสุด: 
JavaScript license information