Surveillance
Self-Defense

กลุ่มการใช้งานใน Facebook: การลดความเสี่ยง

อัปเดตครั้งล่าสุด: 
29-10-2018

กลุ่มการใช้งานใน Facebook ใช้สำหรับเป็นแหล่งรวมตัวของกลุ่มคนที่มีความสนใจเหมือนกัน โดยวัตถุประสงค์คือเพื่อสื่อสาร แบ่งปันข่าวสาร และประสานความร่วมมือในโครงการต่าง ๆ มีกลุ่มการใช้งานประเภทต่าง ๆ จำนวนมากปรากฏอยู่ และการใช้งานกลุ่มดังกล่าวมีตั้งแต่การจัดรวมพลคนรักนิยาย ไปจนถึงการกระจายข่าวเกี่ยวกับการรวมตัวชุมนุมทางการเมือง หรือเพื่อการสนับสนุนเรียกร้องในเรื่องอื่น ๆ กลุ่มการใช้งานใน Facebook ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับใช้ในการประสานร่วมมือที่มีการรักษาความปลอดภัย แต่เนื่องจากความนิยมในการใช้งาน Facebook มีเพิ่มมากขึ้น ผู้คนจำนวนมากจึงใช้กลุ่มดังกล่าวเพื่อร่วมมือกันทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งงานดังกล่าวที่กระทำผ่านกลุ่มจึงมีความเสี่ยงต่อการถูกบ่อนทำลายหรือติดตามสอดส่องโดยบุคคคลอื่น ผู้ใช้งาน Facebook ที่ไม่ประสงค์ดีหรือหน่วยงานรัฐบาล

บางครั้ง Facebook จะลบกลุ่มการเคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มใหญ่ใน Facebook โดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า และบริษัทเองมีชื่อเสียงในเรื่องการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวในลักษณะที่ไม่มีความชัดเจน หากคุณเองกำลังพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน การพิจารณาใช้เครื่องมือหรือไซต์อื่น ๆ ที่ให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวเป็นลำดับแรกอาจเป็นวิธีที่ดีกว่า วิธีการดังกล่าวอาจไม่เอื้ออำนวยในทางปฏิบัติหากผู้เข้าร่วมการพูดคุยไม่เต็มใจหรือไม่สามารถเลิกใช้งาน Facebook ดังนั้นหากคุณได้รับมอบหมายให้สร้างกลุ่ม Facebook สำหรับชุมชนการรวมกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับประเด็นละเอียดอ่อนหรือมีความเสี่ยง หรือเป็นผู้ดูแลระบบของกลุ่มดังกล่าว สิ่งที่คุณควรพิจารณาดำเนินการสองสามข้อมีดังนี้

 

ปรับเปลี่ยนการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของกลุ่ม Anchor link

ก่อนสร้างกลุ่ม ลองนึกถึงวัตถุประสงค์และเป้าหมาย คุณหวังว่าจะใช้กลุ่มเพื่อพูดคุยอภิปรายเกี่ยวกับประเด็นที่มีความขัดแย้งหรือไม่ สร้างความเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือไม่ คุณต้องการเผยแพร่กลุ่มดังกล่าวไปยังบุคคลใด สมาชิกของกลุ่มต้องการเก็บข้อมูลของการเป็นสมาชิกไว้เป็นความลับหรือไม่ เก็บไว้เป็นความลับจากใคร หัวข้อการพิจารณาเหล่านี้จะช่วยให้คุณกำหนดหานโยบายความเป็นส่วนตัว และรูปแบบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวที่เหมาะที่สุดสำหรับคุณ

เพจสำหรับกลุ่มจะไม่สามารถดูได้โดยผู้ใช้งาน Facebook ทุกคนเสมอไป ซึ่งไม่เหมือนกับ เพจของ Facebook ที่ใช้สำหรับนำเสนอแบรนด์ ธุรกิจ องค์กร หรือบุคคลที่มีชื่อเสียงที่ให้บุคคลทั่วไปเข้าไปดูเพจได้ เมื่อสร้างกลุ่ม คุณสามารถเลือกหนึ่งในสามรูปแบบของการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว ได้แก่ แบบเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าดู แบบปิด หรือแบบเป็นความลับ ในตารางนี้ Facebook แสดงข้อมูลของบุคคลที่สามารถเข้าร่วมกลุ่มเหล่านี้ได้และข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มที่บุคคลดังหล่าวสามารถดูได้ ตามการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวที่ได้เลือกไว้

หากคุณพิจารณาเห็นว่าเพจของ Facebook เหมาะสมกว่าสำหรับสิ่งที่คุณต้องการดำเนินการ อย่าลืมว่า “เพจ” คือส่วนที่บุคคลทั่วไปสามารถดูข้อมูลได้ ซึ่งในที่นี้หมายความว่า บุคคลที่ไม่มีบัญชี Facebook ก็สามารถดูข้อมูลในเพจได้เช่นกัน ตามข้อมูลจาก Facebook “รายชื่อเพจที่คุณถูกใจจะอยู่ในส่วน “About” (เกี่ยวกับ)  ของโปรไฟล์ใต้ Likes (ถูกใจ) โพสต์ที่คุณถูกใจในเพจใดก็ตามอาจมีข้อมูลปรากฏในฟีดข่าว ข้อมูลของคุณอาจไปปรากฏอยู่ใน "เพจ" ที่คุณถูกใจหรือในโฆษณาเกี่ยวกับเพจดังกล่าว”

ใครก็ตามที่ใช้ Facebook รวมทั้งผู้ใช้ที่ไม่ประสงค์ดีหรือผู้ที่แสดงตัวเป็นผู้ใช้ที่มาจากรัฐบาลจะสามารถดูข้อมูลของกลุ่มแบบเปิดใน Facebook ได้ และสามารถค้นหาข้อมูลของทั้งกลุ่มเปิดและปิดใน Facebook ได้ด้วยเช่นกัน กรณีนี้มีความสำคัญโดยเฉพาะที่ควรจดจำ หากคุณใช้งานกลุ่ม Facebook เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง

หากคุณสร้างกลุ่มแล้วและต้องการปรับเปลี่ยนการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว ผู้ดูแลระบบของกลุ่มทุกคนสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าได้ อย่างไรก็ตาม ความเป็นส่วนตัวของกลุ่มที่มีจำนวนสมาชิก 5,000 คนขึ้นไปจะสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าไปเป็นแบบที่มีการจำกัดมากขึ้นเท่านั้น (ตัวอย่าง: จากกลุ่มเปิดไปเป็นกลุ่มปิด หรือจากกลุ่มปิดไปเป็นกลุ่มลับ) เพื่อปกป้องสมาชิกของกลุ่มเหล่านี้ไม่ให้มีการแชร์โพสต์ของตนกับบุคคลที่ไม่ใช่กลุ่มผู้ฟังเป้าหมาย หากตัดสินใจเปลี่ยนความเป็นส่วนตัวของกลุ่มไปเป็นการตั้งค่าที่จำกัดการเข้าถึงมากขึ้น  คุณมีเวลาเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้นที่จะเปลี่ยนกลับ ก่อนที่ค่าที่เปลี่ยนแปลงจะถูกล็อก ไม่ว่ากลุ่มจะมีขนาดใหญ่หรือเล็ก สมาชิกทุกคนในกลุ่มจะได้รับการแจ้งเตือนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

ไม่ว่าการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของกลุ่มจะจำกัดการเข้าถึงมากแค่ไหน Facebook สามารถเข้าถึงทุกข้อมูลที่โพสต์ในแพลตฟอร์มของตน บริษัทอาจได้รับคำสั่งศาล ซึ่งกำหนดให้ต้องส่งมอบเนื้อหาข้อมูลให้แก่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย นอกจากนี้ ผู้ใช้สามารถรายงานหรือร้องเรียนเนื้อหาภายในกลุ่ม ถึงแม้จะมีการตั้งค่าเป็นกลุ่มแบบลับก็ตาม เนื้อหาที่มีการรายงานอาจถูกลบออก หากมีการละเมิดมาตรฐานของชุมชน (Community Standards) และผู้ใช้อาจได้รับการสั่งห้ามชั่วคราวสำหรับการละเมิดในด้านเนื้อหา

ตามข้อมูลจาก Facebook โปรดทราบว่าการร้องเรียนที่มีเจตนาร้ายจะไม่ส่งผลให้มีการลบเนื้อหาออก หากเนื้อหาดังกล่าวไม่ได้ละเมิดต่อมาตรฐานชุมชน (Community Standards) ของ Facebook อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดในการลบเนื้อหาออกยังคงเกิดขึ้น นอกจากนี้ Facebook อาจได้รับการผลักดันให้ส่งมอบรายชื่อสมาชิกกลุ่ม หรือลบเนื้อหาออกผ่านคำสั่งศาล

การสร้างกฎเกณฑ์ของกลุ่ม

เช่นเดียวกันกับเนื้อหาออนไลน์อื่น ๆ อย่าลืมว่าบุคคลใดก็ตามที่สามารถเข้าถึงกลุ่มได้ ก็จะสามารถทำสำเนาการสนทนาของกลุ่ม หรือถ่ายภาพหน้าจอของเนื้อหาและแชร์ภาพถ่ายจากหน้าจอเหล่านั้นต่อสาธารณะได้ ไม่มีวิธีการทางเทคนิคที่จะป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลประเภทนี้ แต่ผู้ดูแลระบบของกลุ่มสามารถเพิ่มกฎเกณฑ์เพื่อห้ามการถ่ายภาพหน้าจอไว้ในคำอธิบายกลุ่ม และแจ้งให้สมาชิกของตนทราบว่าการแชร์ภาพถ่ายหน้าจอจะส่งผลให้มีการสั่งห้ามการเข้าร่วมกลุ่ม

คุณอาจพิจารณาสร้างกฎเกณฑ์หรือแนวทางปฏิบัติอื่น ๆ สำหรับกลุ่ม เพื่อส่งเสริมการเข้าร่วมให้มีลักษณะที่สร้างสรรค์และช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวของสมาชิกในกลุ่ม ขณะที่การบังคับใช้กฎเกณฑ์ของกลุ่มอาจทำได้ยาก (หรือเป็นไปไม่ได้เลย) แต่กฎดังกล่าวจะช่วยกำหนดวัตถุประสงค์ของกลุ่มและกำหนดหาว่าการสนทนาใดที่ควรมีขึ้นภายในกลุ่มจะเป็นผลดีที่สุด แทนที่จะมีขึ้นที่อื่น สมาชิกในกลุ่มของคุณควรทราบว่า นอกจากกฎเกณฑ์ที่มีการตั้งขึ้นเพื่อใช้ในกลุ่มแล้ว สมาชิกยังต้องปฏิบัติตามมาตรฐานชุมชน (Community Standards) และข้อกำหนดการใช้งาน (Terms of Use) ของ Facebook ด้วย อย่าลืมว่าสมาชิกกลุ่มสามารถเพิกเฉยต่อกฎเกณฑ์ได้โดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นเพื่อกำหนดหาแนวทางการรักษาความปลอดภัยที่จะใช้ได้ดีที่สุดสำหรับกลุ่ม เราขอแนะนำให้จัดทำการประเมินความเสี่ยง สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดดูที่คำแนะนำในการประเมินความเสี่ยง

รู้ว่าใครคือผู้ดูแลระบบและผู้ดำเนินงานของกลุ่ม

ผู้ดูแลระบบมีอำนาจมากทีเดียวในการจัดการการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวและสมาชิกของกลุ่ม เฉพาะผู้ดูแลระบบเท่านั้นที่จะสามารถมอบหมายสมาชิกกลุ่มคนอื่น ๆ ให้ดูแลระบบได้ ผู้ดูแลระบบสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าของกลุ่ม จัดการเนื้อหา และควบคุมการเป็นสมาชิกของชุมชน สามารถมีผู้ดูแลระบบต่อกลุ่มได้หลายคน ดังนั้นสิ่งสำคัญคือรู้ว่าใครคือผู้ที่ทำหน้าที่ดังกล่าว

หน้าที่ของผู้ดูแลระบบจะต่างไปจากผู้ดำเนินงาน ผู้ดำเนินงานสามารถจัดการเนื้อหาและการเป็นสมาชิก แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าของกลุ่ม คลิกที่นี่เพื่อเรียนรู้วิธีถอดถอนผู้ดูแลระบบหรือผู้ดำเนินงานออกจากตำแหน่ง

ผู้ดูแลระบบสามารถเปิดใช้คุณสมบัติการอนุมัติการเป็นสมาชิกในการตั้งค่ากลุ่มของกลุ่มเปิด กลุ่มปิด และกลุ่มลับทั้งหมด คุณสมบัตินี้ทำให้บุคคลที่เพิ่มเข้ามาใหม่ในกลุ่มต้องได้รับการอนุมัติจากผู้ดูแลระบบ

หากผู้ดูแลระบบเพิ่มบุคคลเข้ามาในกลุ่มเปิดหรือกลุ่มปิด บุคคลที่มีรายชื่อติดต่ออยู่ในเครือข่ายของบุคคลดังกล่าวจะสามารถเห็นได้ว่าตนเองได้รับเชิญให้เข้าร่วมกลุ่มผ่านทางฟีดข่าวหรือการค้นหา ข้อมูลนี้มีความสำคัญที่ควรจดจำในสถานการณ์ที่บุคคลไม่ต้องการให้บุคคลอื่นรู้ว่าตนเองเชื่อมโยงกับกลุ่ม หรือการเข้าร่วมกลุ่มถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายสำหรับบุคคลดังกล่าว ในกรณีดังกล่าว คุณอาจต้องพิจารณาตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของกลุ่มเป็น “ความลับ”

หากผู้ดูแลระบบของกลุ่มอนุญาต สมาชิกกลุ่มอาจเพิ่มบุคคลที่เป็นเพื่อนของตนเข้าไว้ในกลุ่มได้ ผู้ใช้จะไม่ได้รับตัวเลือกเมื่อตนเองถูกเพิ่มเข้าไปในกลุ่ม ซึ่งหมายความว่าใครบางคนที่ประสงค์ร้ายสามารถเพิ่มคุณเข้าไปในกลุ่มที่มีชื่อเสื่อมเสีย (“กลุ่มบุคคลไม่ดีที่วางแผนโค่นล้มรัฐบาล”) อย่างไรก็ตาม คุณสามารถออกจากกลุ่มได้ตลอดเวลา

สิ่งสำคัญที่ควรจดจำเกี่ยวกับนโยบายชื่อที่แท้จริงของ Facebook และการไม่เปิดเผยชื่อของผู้ดูแลระบบ

Facebook ไม่อนุญาตให้มีการใช้นามแฝง ผู้ใช้สามารถใช้ได้เฉพาะ “ข้อมูลระบุตัวตนที่แท้จริง” เท่านั้น —สามารถแสดงชื่อที่เพื่อนใช้เรียกตามปกติในชีวิตประจำวัน ที่เป็นรูปแบบการระบุตัวตนที่เป็นที่ยอมรับ ขณะที่ผู้ดูแลระบบของกลุ่มมักมีเหตุผลที่ดีที่ต้องการปกป้องตัวตนของตัวเอง แต่ผู้ดูแลระบบของกลุ่มที่ใช้นามแฝงสามารถถูกรายงานและผลที่ตามมาคือจะถูกระงับการใช้งานเนื่องจากการละเมิดนโยบายการระบุตัวตนที่แท้จริงของ Facebook หากกรณีนี้เกิดขึ้นและไม่มีผู้ดูแลระบบเหลือในกลุ่ม Facebook จะตรวจสอบดูว่ามีผู้ดำเนินงานเหลืออยู่ในกลุ่มหรือไม่ หากมีอยู่ ผู้ดำเนินงานปัจจุบันทั้งหมดจะได้รับการเสนอให้ทำหน้าที่ผู้ดูแลระบบ จนกว่าใครคนใดคนหนึ่งจะยอมรับหน้าที่ดังกล่าว  หากกลุ่มไม่มีผู้ดำเนินงานอยู่เช่นกัน สมาชิกกลุ่มทุกคนจะได้รับตัวเลือก “แต่งตั้งฉันเป็นผู้ดูแลระบบ (Make me an Admin)” หรือตัวเลือก “แนะนำบุคคลที่จะเป็นผู้ดูแลระบบ (Suggest an Admin)” ด้วยเหตุผลนี้ ผู้ดูแลระบบอย่างน้อยหนึ่งคนอาจต้องใช้ชื่อเป็นที่รู้จัก: ซึ่งอาจเป็นบุคคลที่สามารถระบุตัวตนของตัวเองเข้าไว้ในกลุ่มได้อย่างปลอดภัย

การบล็อคผู้ใช้ที่ไม่ต้องการให้เข้าร่วม

คุณอาจมีเหตุผลอันสมควรในการบล็อคสมาชิกคนใดคนหนึ่งของกลุ่ม บุคคลดังกล่าวอาจเป็นสมาชิกของชุมชนที่ละเมิดกฎเกณฑ์ของกลุ่ม หรืออาจเป็นบุคคลภายนอกที่ได้เข้าร่วมในกลุ่ม ผู้ดูแลระบบเท่านั้นที่สามารถถอดถอนหรือบล็อคใครก็ตามออกจากกลุ่ม ผู้ดูแลระบบของกลุ่มที่ต้องการแน่ใจว่าบุคคลที่เคยเป็นสมาชิกก่อนหน้านี้จะไม่สามารถเห็นข้อมูลกลุ่มของตน ควรบล็อคผู้ใช้ดังกล่าว สมาชิกที่ถูกบล็อคโดยผู้ดูแลระบบของกลุ่มจะไม่สามารถเห็นกลุ่มหรือข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มได้อีกต่อไป สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ดูที่ตารางนี้

อดีตสมาชิกที่ออกจากกลุ่มไปด้วยความเต็มใจ อาจสามารถเข้าถึงข้อมูลบางประเภทของกลุ่มได้ เช่น ชื่อกลุ่ม คำอธิบาย และแท็กต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น อดีตสมาชิกของกลุ่มลับยังคงสามารถค้นหากลุ่มได้ในส่วนการค้นหา ดูคำอธิบายของกลุ่ม และดูแท็กต่าง ๆ ของกลุ่ม

รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเนื้อหาที่ถูกลบออกจาก Facebook

Facebook สงวนสิทธิ์ในการลบกลุ่ม Facebook ที่ละเมิด (ความหมายกว้างมาก) เงื่อนไขการให้บริการของตน หากกรณีนี้เกิดขึ้นกับกลุ่มของคุณ ไม่เพียงข้อมูลของข้อความและการพูดคุยสนทนาจากสมาชิกกลุ่มที่เกิดขึ้นก่อนหน้าที่จะถูกลบออก คุณอาจสูญเสียการเข้าถึงรายชื่อบุคคลที่เป็นสมาชิกด้วย ซึ่งหมายความว่า หากคุณไม่ได้เก็บข้อมูลรายชื่อสมาชิกไว้ต่างหาก คุณจะไม่สามารถติดต่อผู้สนับสนุนกลุ่มหรือชุมชนได้หลังจากกลุ่มถูกลบ

ยังมีข้อมูลอีกมากที่เราไม่ทราบเกี่ยวกับคำขอให้ดำเนินการลบที่ Facebook ได้รับจากหน่วยงานรัฐบาล หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและบุคคลต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม เรารู้ว่าคำขอดังกล่าวส่วนใหญ่จะมีลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการเมือง—โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกที่สิทธิในการแสดงความคิดเห็นและการเข้าร่วมมักไม่เป็นที่ยอมรับ

นอกจากนี้คุณยังสามารถเลือกที่จะลบกลุ่มได้ตามเจตนารมณ์ ผู้สร้างกลุ่มสามารถลบกลุ่มที่สร้างได้ โดยลบสมาชิกของกลุ่มออกทั้งหมด จากนั้นลบตัวเองออกจากกลุ่ม การลบกลุ่มจะมีผลถาวรและไม่สามารถยกเลิกการกระทำดังกล่าวได้ ผู้ดูแลระบบจะไม่สามารถลบกลุ่มที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้สร้าง ยกเว้นในกรณีที่ผู้สร้างเลือกที่จะออกจากกลุ่มที่ตัวเองสร้างก่อน อย่างไรก็ตามผู้ดูแลระบบสามารถจัดเก็บกลุ่มในที่เก็บข้อมูล การจัดเก็บกลุ่มเข้าที่เก็บข้อมูลจะทำให้ไม่มีการแสดงผลลัพธ์การค้นหากลุ่มปรากฏให้บุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกเห็น และสมาชิกใหม่จะไม่สามารถเข้าร่วมในกลุ่มได้ ผู้ดูแลระบบทุกคนสามารถยกเลิกการจัดเก็บกลุ่มเข้าที่เก็บข้อมูล หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างการจัดเก็บกลุ่มเข้าที่เก็บข้อมูลและการลบกลุ่ม คลิกที่นี่

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเนื้อหาใน Facebook เมื่อเนื้อหาดังกล่าวถูกลบได้ในนโนบายด้านข้อมูลของ Facebook แม้แต่ในกรณีที่คุณลบข้อมูลแล้ว Facebook อาจสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้—โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายร้องขอให้มีการเก็บรักษาข้อมูลไว้ ตามแนวทางปฏิบัติสำหรับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของ Facebook (ข้อมูลปัจจุบัน ณ วันที่ 29 ต.ค. 2018) ระบุว่า “เราจะไม่เก็บรักษาข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์สำหรับการบังคับใช้กฎหมาย ยกเว้นในกรณีที่เราได้รับการร้องขอให้มีการเก็บรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม ก่อนที่ผู้ใช้จะลบเนื้อหาดังกล่าวออกจากบริการของเรา”

ด้วยข้อมูลการพิจารณาเหล่านี้ ตอนนี้คุณจะสามารถตัดสินใจได้รอบคอบขึ้นโดยใช้ข้อมูลที่ได้รับ เพื่อกำหนดหาว่ากลุ่มของ Facebook เป็นเครื่องมือที่เหมาะสมในการใช้งานตามที่คุณต้องการหรือไม่

JavaScript license information